ที่จับมือถือชาร์จไร้สาย: สิ่งที่ต้องเช็คก่อนเลือกติดตั้งบนมอเตอร์ไซค์
การใช้ "ที่จับมือถือชาร์จไร้สาย" เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากสำหรับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ทางไกลหรือผู้ที่ต้องเปิด GPS นำทางเป็นประจำ เพราะช่วยลดความยุ่งยากของสายชาร์จที่อาจพันกันหรือหลุดร่วงระหว่างทาง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อมาติดตั้ง มีจุดสำคัญที่ควรพิจารณาเพื่อให้ใช้งานได้จริงและปลอดภัยต่อทั้งสมาร์ทโฟนและระบบไฟของรถ ดังนี้
1. ระบบการต่อไฟและสวิตช์เปิด-ปิด ที่จับมือถือแบบชาร์จไร้สายจำเป็นต้องดึงไฟจากแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ สิ่งสำคัญคือควรเลือกวิธีการต่อสายไฟที่ปลอดภัย โดยทั่วไปแนะนำให้ต่อผ่านสวิตช์กุญแจ (สาย ACC) เพื่อให้ระบบชาร์จทำงานเฉพาะตอนที่เปิดกุญแจรถเท่านั้น ป้องกันปัญหาแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์หมดหากจอดทิ้งไว้ นอกจากนี้ ที่จับมือถือบางรุ่นจะมีสวิตช์เปิด-ปิดระบบชาร์จที่ตัวแท่นมาให้ด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการควบคุมการจ่ายไฟเมื่อไม่ต้องการใช้งาน

2. ระบบกันสั่นสะเทือน (Vibration Dampener) สำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบกันสั่นของกล้อง (OIS) แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และพื้นถนนอาจทำให้โมดูลกล้องเสียหายได้ หากต้องการใช้ที่จับมือถือชาร์จไร้สาย ควรตรวจสอบว่าตัวแท่นมีการออกแบบยางกันสั่นมาในตัว หรือรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ซับแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติมได้หรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายของกล้องมือถือในระยะยาว
3. มาตรฐานการกันน้ำและทนทานต่อสภาพอากาศ การขับขี่มอเตอร์ไซค์ต้องเผชิญกับแดดและฝนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากตัวแท่นมีวงจรจ่ายไฟแบบไร้สาย จึงควรตรวจสอบสเปกการกันน้ำ (เช่น มาตรฐาน IPX6 หรือ IP67) เพื่อให้มั่นใจว่าระบบชาร์จจะไม่ลัดวงจรเมื่อต้องขับขี่ลุยฝน และวัสดุของตัวจับควรมีความแข็งแรง ทนทานต่อความร้อน ไม่กรอบแตกง่ายเมื่อต้องจอดตากแดด

4. ความหนาของเคสและตำแหน่งการชาร์จ ระบบชาร์จไร้สายต้องการระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างแท่นชาร์จกับตัวเครื่อง หากคุณใช้เคสมือถือที่หนามาก เคสกันกระแทกแบบสมบุกสมบัน หรือมีแผ่นโลหะติดอยู่ด้านหลัง อาจทำให้ชาร์จไม่เข้าหรือเกิดความร้อนสะสม ก่อนซื้อควรประเมินว่าเคสที่ใช้อยู่รองรับการชาร์จไร้สายได้หรือไม่ และก้านจับสามารถล็อกมือถือที่ใส่เคสได้แน่นหนาพอดี
5. กำลังไฟในการชาร์จ (Watt) การเปิดหน้าจอสว่างสุดเพื่อดู GPS ตลอดเวลาจะใช้พลังงานแบตเตอรี่ค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบว่าที่จับมือถือสามารถจ่ายไฟชาร์จไร้สายได้กี่วัตต์ (เช่น 10W หรือ 15W) เพื่อให้มั่นใจว่ากำลังไฟที่จ่ายเข้าจะเพียงพอที่จะรักษาระดับแบตเตอรี่ หรือชาร์จให้เพิ่มขึ้นได้ระหว่างการเดินทาง ไม่ใช่ชาร์จแล้วแบตเตอรี่ยังคงลดลงเรื่อยๆ